วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

ขาย โตโยต้า ยาริส ปี 2011 สีขาว แต่งแม๊ก วิ่งไปแสนกว่า!! 250,000 บาท

ขาย โตโยต้า ยาริส ปี 2011 สีขาว แต่งแม๊ก วิ่งไปแสนกว่า!! มีเล่มพร้อมโอน














รถจอดอยู่อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอชนบท
สนใจติดต่อ เอม 061-4099992
Line ID: aimschool

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ใครจะสอบแพทย์ต้องอ่าน!!


สำหรับน้องๆที่กำลังตัดสินใจจะสมัครเรียนหมอ
พี่ตั้งใจเขียนให้อ่านนะครับ
เชื่อว่าน้องๆอาจจะค้นหาข้อมูลอะไรมาเยอะแล้ว
พี่เป็นหมอคนนึงที่หลายสิบปีก่อน
เคยเป็นอย่างน้องๆในรูปด้านล่าง
เคยปักธงชาติบนหน้าอก
เคยตั้งใจอยู่เอาทุนไปเรียนต่อวิศวะ
แต่มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้อยากเรียนแพทย์
ตอนนั้นสงสัยปนไม่แน่ใจว่าอาชีพแพทย์ หลังจากสอบเข้าไปได้แล้ว
จะเกิดอะไรขึ้นกับเราต่อไป
แต่ก็ไม่มีใครมาอธิบายแบบตรงๆ
มีแต่มาอ้อมๆ แบบหล่อๆ เช่น
'เป็นหมอเหนื่อยนะ แต่เป็นอาชีพที่มีเกียรติ'
'เป็นหมอไม่รวยนะ แต่ก็ไม่จน'


- หมอเรียน 6 ปี จะได้จบเป็นแพทย์มีคำนำหน้า นายแพทย์ แพทย์หญิง

- ปีแรกเรียนคณะวิทย์
ปี 2-3 เรียนชั้น preclinic
ปี 4-6 เรียนชั้น clinic

- ปี 1 ยังใช้ทักษะคล้ายๆตอนม.ปลายอยู่บ้าง เรียนไป ทำกิจกรรมไป

- ปี 2 น้องจะได้เรียนศาสตร์ที่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ในภาวะปกติ
ศัพท์แพทย์ ภาษากรีก ลาติน เป็นพันๆคำในช่วงเวลา 1 ปี
ส่วนใหญ่เป็นการท่องจำ ไม่ต้องไบรท์มากแต่ต้องขยัน สม่ำเสมอ
ใจต้องรัก เพราะต้องอยู่กับกลิ่นฟอร์มาลีนตลอดปี

- ปี 3 เรียนโรค เชื้อต่างๆ ร่างกายมนุษย์ที่ผิดปกติ
ท่องจำเป็นหลักเหมือนเดิม
คนที่สอบได้เกรดสูงๆ อาจจะไม่ใช่คนที่ได้คะแนนสูงตอนสอบเข้าก็ได้
เพราะรูปแบบการเรียนต่างออกไป

- ปี 4-6 คือการทำงาน
ต้องใช้ EQ มากกว่า IQ มากมายมหาศาล
ความรับผิดชอบ การเสียสละ รู้จักการทำงานเป็นทีม
ต้องทำงานกับพยาบาล รุ่นพี่ รุ่นน้อง
รูปแบบการเรียนฉีกออกไปจากที่น้องเคยรู้จักแบบสิ้นเชิง
เหมือนถูกถีบ ลงไปในมหาสมุทร
ความรู้มหาศาล ที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นฝั่ง
ก่อนสอบลงกอง (ไม่แก่จริงอาจจะไม่รู้จักคำนี้)
จะมีโพยข้อสอบลอยมาให้ท่องไปสอบ จากรุ่นพี่
น้องอาจจะรู้สึกแปลกๆ แต่โพยเหล่านั้น
คือสิ่งที่เค้าต้องการให้เรารู้ก่อนจบแพทย์ออกไป
ต้องเรียนให้เป็น 
จึงจะเอาตัวรอดได้ ในแต่ละภาควิชาที่วนผ่าน
อารมณ์ประมาณ เที่ยวญี่ปุ่นทุกจังหวัด ภายใน 30 วัน

- 5-6 ปีนี้น้องต้องจากที่บ้านมาอยู่หอพัก

- น้องต้องสามารถอดนอน สามารถทำงานได้ 36 ชั่วโมงต่อเนื่อง
อาจได้กินข้าววันละมื้อ
อาจต้องยืนในห้องผ่าตัด 10 ชั่วโมงไม่ได้นั่ง

- น้องอาจต้องเสียความสดใส ในชีวิตวัยรุ่นตอนปลายไป

- ถ้ามีแฟนต่างคณะ โอกาสที่ต้องจบด้วยการเลิกราค่อนข้างสูง

- น้องต้องทำเกรดให้ดีที่สุด
ถ้าพี่อยากสร้างภาพพี่จะพูดว่า
'เกรดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตการเป็นแพทย์' ฟังแล้วหล่อมั๊ยครับ
แต่ในโลกความเป็นจริง
เกรดตอนเป็นนักเรียนแพทย์นี่แหละกำหนด ชีวิตมะ-รึงเลย

- กดดันมั๊ย? เวลาก็ไม่ค่อยมี งานก็หนัก ยังต้องพะวงเกรดอีก

- จบออกมา น้องต้องไปใช้ทุนต่างจังหวัด 3 ปี
ปีแรก มักจะอยู่รพ.ใหญ่ ทำงานเป็นควาย บางที่หนักชนิดถ่อยเถื่อนเลยหล่ะ
เดือนนึงอาจจะได้นอนแค่ 10 - 15 คืน
ปีสอง ปีสาม อาจจะสบายหน่อย ออกไปอยู่รพ. อำเภอ
แต่ไกลผู้ไกลคน

- มีไม่กี่คนในรุ่นที่ถูกเลือกเป็นอาจารย์ จะออกไปใช้ทุนแค่ 1 ปีและกลับมา
เรียนต่อเลย พิจารณาจากเกรด กับ เส้นสาย (ลูกอาจารย์ นามสกุลต่างๆ)

- สามปีนี้แหละ ที่น้องจะได้สัมผัสระบบสาธารณสุขของบ้านเราแบบเข้าไส้
ขาข้างนึง อยู่ในคุก พี่ไม่ได้พูดเกินเลย
ถ้าเกิดอะไรขึ้น หันไปรอบๆ อาจหาไม่เจอซักคนที่คอยช่วยเรา
นอกจาก ขยัน อดทน เสียสละ น้องต้องอยู่ให้เป็น
ทำอย่างไร ให้ปลอดภัยที่สุดต่อคนไข้และตัวเราเอง

- รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 6 หมื่นถึง 1 แสนนิดๆ
ถ้าคิดต่อชม. ต่ำกว่าแรงงานขั้นต่ำ
น้องต้องเก็บเงินส่วนนึงเอาไว้ ก่อนไปเรียนต่อด้วย
เพราะตอนเรียนต่อ เงินเดือนสองหมื่นนิดๆ

- น้องจากพ่อแม่มากี่ปีแล้วนะ ตอนนี้ ... 9 ปีแล้ว 

- จบ 6 ปี บวกใช้ทุนสามปี ถ้าน้องจะออกจากรพ. อำเภอ
กลับเข้ามาอยู่เมืองใหญ่
ไม่ต้องกรุงเทพ แค่จังหวัดใหญ่
พี่บอกเลยว่า ไม่พอ
น้องต้องเรียนต่อ ยิ่งยุคของน้องด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง

- การจะเรียนต่อมีสองแบบ
1. เรียนต่อในโรงเรียนแพทย์
2. ทำงานใช้ทุนในรพ. ใหญ่ เช่น รพศ.หลักๆตลอดตอนใช้ทุน 3 ปี บวกเพิ่มอีกนิดหน่อย
สามารถไปสอบอนุมัติบัตรเป็นแพทย์เฉพาะทาง
(ถ้าอยากทำแบบสอง น้องต้องสมัครตอนอยู่ปี 6 คนแย่งกันเยอะเหมือนกัน ดูเกรด กับ เส้น)

- ถ้าจะเรียนต่อในโรงเรียนแพทย์หลังใช้ทุนครบสามปี ทำได้สองแบบ
1. สมัครด้วยตนเอง เรียกว่า free train
2. สมัครแบบมีต้นสังกัดส่งให้มาเรียน เรียกว่า ทุนต้นสังกัด
คือน้องต้องกลับไปทำงานให้รพ.ต้นสังกัดหลังจากเทรนจบเป็นแพทย์เฉพาะทาง

- พื้นที่การได้เข้าเรียนต่อมีจำกัด ยิ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ดังๆ ยิ่งแข่งขันสูง
ถ้าเป็น free train น้องต้องได้เกรดสูงถึงสูงมาก
ทุนต้นสังกัด อาจไม่ต้องเกรดดีมาก แต่การจะได้ทุนต้นสังกัดนั้น
อาจต้องอาศัย เส้น และ ดวง ไม่ใช่ได้กันง่ายๆเช่นกัน

- การที่อาจารย์จะพิจารณารับว่าจะเอาใครมาเรียนต่อ
ไม่มีการสอบเข้า โดยทั่วไปจะดูสามอย่างตามลำดับดังนี้
1. เส้น
2. เกรด
3. ทุนต้นสังกัด
เค้าอาจจะเลือกกันตั้งแต่ก่อนเอาคุณไปสัมภาษณ์แล้วด้วยซ้ำ
(พี่พูดตรงไปมั๊ยวะเนี่ย)

- ไปๆมาๆมีแต่เส้น กับ เกรด

- การเทรนแพทย์เฉพาะทางใช้เวลา สามสี่ปี โดยเฉลี่ย
ต้องอดทนกับการโดนโขกสับ บางสาขาก็ถือว่าโหดมาก
ร้องไห้ ลาออก กันไปก็มี

- หลังจากจบแล้วก็ต้องอ่านหนังสือสอบบอร์ด

- จบแพทย์เฉพาะทางมาแล้วเราก็จะได้บอร์ด แต่ก็มักต้องเรียนต่อยอด
ในสาขานั้นๆอีก 2-3 ปี เพื่อให้ได้ subboard

- ช่วงที่เทรนอยู่ 3-6 ปีนี้จะค่อนข้างจนมาก เพราะรายได้สองหมื่น 
ต้องอยู่เวรเพิ่ม การจะมีรถมีบ้านเป็นของตัวเอง แทบจะลืมไปได้เลย

- หลังจากเข้าแพทย์มาถึงตอนนี้ก็ ... 12 - 15 ปีแล้ว
อายุประมาณ 30 - 33 ปี น้องก็จะจบไปเป็นแพทย์เฉพาะทาง
เพิ่งได้เริ่มต้นชีวิต ขณะที่เพื่อนๆที่เรียนอาชีพอื่นไปถึงไหนกันหมดแล้ว 

- การจะเชี่ยวชาญได้นั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ทำงานอีกเป็นสิบปี
เพื่อที่จะมั่นใจมากพอในการรักษาคนไข้ซักคนนึง ให้ผิดพลาดน้อยที่สุด


รู้ด้านลบต่างๆแล้ว ทีนี้มาฟังด้านดีบ้าง

- แพทย์เปรียบเหมือนสื่อกลาง (media-) ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
เป็นคนที่อยู่บนเส้นของความเป็นกับความตาย
การตัดสินใจของเราบางครั้ง เลือกที่จะส่งวิญญาณไปสู่สุคติ หรือ เลือกที่จะให้เค้ามีชีวิตกลับคืนมา

- ศาสตร์ทางการแพทย์ มีไม่กี่คนในโลกที่มีโอกาสได้เรียน
'you are the chosen one'
อาจารย์ใหญ่ท่านอุทิศร่างท่านเพื่อแลกกับความรู้ในการสร้างแพทย์ขึ้นมา 1 คน
คนไข้มากมายในโรงเรียนแพทย์ที่เปรียบเหมือนครูที่สอนเรา ก่อนจะจบออกมา

- With great power comes great responsibility
... ความรู้อันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่ง
ไม่มี super hero คนไหนที่ไม่ลำบาก เศร้ามากถึงมากที่สุดเกือบทุกคน
เราอาจจะได้รับการคาดหวังจากสังคมที่สูงมาก
เราอาจจะรู้สึกว่า ดูแลแต่คนอื่น พ่อแม่กับคนรักเรา กลับไม่เคยได้เหลียวแล
เราอาจจะรู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมอะไรเลย ที่หมอเสียภาษีเป็นแสน แต่โดนด่าทุกวันว่าชั้นเสียภาษีนะโว๊ย
เราอาจจะรู้สึกว่า ตั้งใจช่วยชีวิตคนเต็มที่ แต่ถ้าพลาดขึ้นมาโดนฟ้อง ขาข้างนึงเหมือนอยู่ในคุก
ไม่ว่าเราเลือกที่จะเป็นหรือถูกกำหนดให้เป็น จงภูมิใจที่ได้เป็น

- น้องอาจจะได้ช่วยชีวิตคนเกือบร้อยคน ตั้งแต่อายุแค่ 25
ถึงแม้เค้าอาจจะไม่ได้เห็นคุณค่าของน้อง แต่น้องจะรู้สึกภูมิใจที่สุดเชื่อพี่

- เงินทองของนอกกาย คนเราเกิดมาอายุไม่ได้ยืนยาว
แต่การที่เราได้คืนอะไรให้กับสังคม ได้ช่วยชีวิตคน พี่ว่ามันเป็นที่สุดแล้ว

ขอโทษที่ยาวไป
พี่ไม่เคยพิมพ์เรื่องพวกนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกนะครับ
แต่อยากให้เหล่าน้องๆที่เป็น candidate ในการเข้าแพทย์ได้อ่าน
ตอนนี้ยังเลือกได้ ... จงเลือกมันด้วยตัวเองครับ

ขอขอบคุณที่มา http://pantip.com/topic/32432066

10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง

10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอกับปัญหา เรียนตก เรียนไม่เก่ง หัวไม่ดี กันมาทั้งนั้น แต่!เราจะมีวิธีแก้ไขมันยังไง ทำให้เราเป็นคนเรียนดี เรียนเก่งได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเพื่อนๆ มีความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จจริงๆ อย่าไปคิดว่าเราเป็นคนเรียนไม่ดี เรียนไม่เก่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราท้อ และล้มเลิกความตั้งใตในการเรียน หรือจะทำสิ่งต่างๆก็ตาม ให้จำไว้ว่าคนเรียนเก่งนั้น มันต้องเริ่มจากตัวเรา ถ้าเราขยัน หมั่นอ่านหนังสือทุกวัน ซึ่งไม่จำเป็นเลยว่าจะต้องอ่านทีละเยอะๆ อ่านนานๆ แค่เรารู้จักแบ่งเวลา จัดตารางอ่านหนังสือ แค่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วที่เราจะสามารถกลายเป็นคนเรียนเก่ง ^^ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองมาดู 10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง กับ teen.mthai กันคะ ^^

10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง

10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง

เทคนิคเรียน : 1. คนเรียนเก่ง แบ่งเวลาเป็น
เคล็ดลับข้อแรก ถึงแม้ว่าเราจะชอบเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ขอแค่เราแบ่งเวลาให้เป็น เวลาไหนเล่นก็เล่น เวลาไหนเรียนก็เรียน จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ขอเจียดเวลามาเรียนนอกเหนือจากในห้องเรียนสักวันละ 30 นาที ? 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว (เสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องก็ได้) ทำง่ายๆแต่ได้ผลชงัดนัก
เทคนิคเรียน : 2. คนเรียนเก่ง ทบทวนล่วงหน้า-หลังเรียน เข้าหัวไม่ต้องจำ
เชื่อว่าข้อนี้ถูกใจคนขี้เกียจจำไม่น้อย (นายติวฟรีเองก็ด้วย หึหึ) เคล็ดลับง่ายๆ อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียนสัก 10-15 นาที อ่านผ่านๆแค่หัวข้อก็พอว่าวันนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง พอตกเย็น ก็อ่านทบทวนผ่านๆอีกรอบว่าวันนี้เราเรียนอะไรไป วันต่อวัน มันจะเข้าไปอยู่ในหัวเองไม่ต้องออกแรงจำให้เมื่อย แถมทำบ่อยๆมันจะประติดประต่อกันเองทั้งเทอม โอ้ สบายเลย
เทคนิคเรียน : 3. คนเรียนเก่ง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
แม้หลายๆคนจะรู้อยู่ว่าดินพอกหางหมูไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าทุกๆคนก็เคย หรือยังมีดินพอกหางหมูอยู่ทั้งนั้น นายติวฟรีเองเคยพอกนานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ มันลำบากมากที่ต้องมาตามแก้ดินพอกหางหมู บางครั้งใช้เวลามากกว่าเดิม 3 เท่าบ้าง 4 เท่าบ้าง รู้งี้ทำซะเลยไม่ปล่อยให้พอกก็ดีหรอก T_T
10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง
10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง
เทคนิคเรียน : 4. คนเรียนเก่ง ไม่เรียนอัดก่อนสอบ
ข้อนี้ตามสองข้อที่แล้วมาติดๆ ถ้าน้องปล่อยพอกไว้ตั้งแต่ต้นเทอม ยันปลายเทอม แล้วมาอัดอ่านทีเดียวก่อนสอบ มันจะไม่ทันเอา หลายเรื่อง หลายวิชา ถ้าใครเคยเรียนอัดก่อนสอบคงรู้ดี (นายติวฟรีก็เคยทำ) ว่า อ่านบทแรกก็ยังโออยู่ แต่พออ่านบทสอง ดั๊นลืมบทแรก พออ่านบทสาม ดั๊นลืมบทสอง ฯลฯ แบบนี้เรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง มาดูตัวอย่างสดๆกันตรงนี้เลย นายติวฟรีถามว่า เคล็ดลับข้อแรกคืออะไร (ห้ามย้อนกลับไปอ่านนะ) เชื่อว่าตอบไม่ได้กันเกินครึ่ง อิอิ จริงๆแล้วมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่นะว่า สมองของคนเรา จะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดีโดยค่อยๆจดค่อยๆจำสะสมไปเรื่อยๆ ถ้ามาพยามจดจำในระยะเวลาสั้นๆมันจะไม่เข้าหัว ขนาดไอน์สไตน์ฉลาดเป็นกรด ก็ยังจำเยอะๆในเวลาสั้นๆไม่ไหวเลย
เทคนิคเรียน : 5. คนเรียนเก่ง ลงมือทำโจทย์ แบบฝึกหัด การบ้าน
น้องๆหลายคนมองข้ามการทำโจทย์และแบบฝึกหัดต่างๆไปโดยสิ้นเชิง แล้วกลับไปให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหา หรือทฤษฎีต่างๆ หลายๆคนหนักข้อ แบบฝึกหัดข้อแรกที่ได้ทำคือในห้องสอบนั่นเอง แล้วมันจะทำได้ยังไง T_T พอออกมาจากห้องสอบก็น้ำตาตกในทำไม่เป็น นักฟุตบอลเก่งๆอย่างเมสซี่ เขามีความลับในความเก่งซ่อนอยู่ นั่นคือ เขาใช้เวลาเรียนทฤษฎีนิดเดียว เอาให้ได้ครบสักรอบสองรอบก็พอ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปทุ่มเทให้กับการซ้อมในสนาม (ทำแบบฝีกหัด) อย่างหนักทุกวันๆ ถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนเมสซี่เล่นบอลเก่ง เราก็ต้องขยันทำแบบฝึกหัดเยอะๆเข้าไว้ ^^
เทคนิคเรียน : 6. คนเรียนเก่ง ทำ mindmap เรียนรู้จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก
มันจะง่ายกว่าเยอะมากถ้าเรามองความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมดโดยรวม ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีหัวข้ออะไรบ้าง แต่ละหัวข้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างการทำ mindmap นั้นช่วยได้มากๆ ที่สำคัญทำง่ายด้วย ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แค่มีกระดาษกะปากกา ก็สามารถทำเองได้แล้ว
10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง
10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง
เทคนิคเรียน : 7. คนเรียนเก่ง ทำสรุป/ช้อตโน้ตด้วยตัวเอง
การทำสรุปหรือช้อตโน้ตจะเป็นเสมือนการทบทวนและสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง น้องๆจะมีสรุปของเพื่อนที่เก่งๆก็ได้ แต่สำคัญคือ ให้ทำเวอร์ชันของตัวเองด้วย (เขียนสรุปจากสรุปของเพื่อนก็ได้นะ) แค่การทำก็เหมือนว่าได้ทบทวนไปแล้วรอบนึง ที่สำคัญคือ เมื่อตัวเองมาอ่านสรุปของตัวเองแล้วนั้น มันจะจำได้ชัดเจนมากกว่าการอ่านสรุปของคนอื่นมากๆ ยิ่งถ้าเขียนสรุปด้วยปากกาหลายสี วาดรุปน่ารักๆลงไป บางครั้งในห้องสอบ จำได้ด้วยแน่ะ ว่าตรงนี้เราสรุปด้วยปากกาสีอะไร วาดรูปอะไรลงไป
*จดเลคเชอร์วิชาเรียน แบบขั้นเทพ! >>http://teen.mthai.com/education/40006.html <<
เทคนิคเรียน : 8. คนเรียนเก่ง ติวเป็นกลุ่มกับเพื่อน ผลัดกันถาม ผลัดกันตอบ
การอ่านคนเดียวบางครั้งเราก็มองข้ามเรื่องสำคัญบางเรื่องไป การจับกลุ่มกะเพื่อน ติว หรือผลัดกันถามตอบ ก่อนสอบ จะทำให้เราได้ในส่วนที่เรามองข้ามไป ถึงบางอ้อหลายจุด บางครั้งการจับกลุ่มถามตอบก่อนเข้าห้องสอบไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้เราจำอะไรดีๆได้มากกว่าที่คิดอีกนะ
เทคนิคเรียน : 9. มั่นใจในตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งเรียนยังไงก็ไม่ได้
ข้อห้ามที่สำคัญมากๆ ห้ามคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วไม่สามารถทำได้เด็ดขาด เด็กไม่เก่งก็มีวิธีเรียนดีของเด็กไม่เก่งเหมือนกัน ท้อได้แต่ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด!
เทคนิคเรียน : 10. คนเรียนเก่ง ดูแลตัวเอง กินให้พอ นอนให้พอ
หลายๆคนคิดว่า นี่คือเคล็ดลับตรงไหนเนี่ย แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นสุดยอดเคล็ดลับ ที่ทำให้น้องเก่งจากภายใน ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินอิ่มนอนหลับ จะส่งผลให้ สมองปลอดโปร่งตามไปด้วย พอสมองปลอดโปร่ง จะแล่นมาก จำอะไรได้ง่ายกว่า เร็วกว่า เยอะกว่า ไม่ลองไม่รู้นะเออ
อ้างอิง tewfree.com

อยากลดพุง!! ซิทอัพไม่ได้ ทำตามพี่ได้เลย 8 นาทีต่อวัน




ไม่ต้องง้อซิทอัพเพื่อลดหน้าท้องอีกต่อไป ท่าง่ายๆแค่นี้ ลองดู

แค่คิด ชีวิดก็เปลี่ยน ลองเลย!!

วิชานินจาพรางตัว ไทย ชนะเลิศ!!




วิชานินจาพรางตัว ที่ประเทศไทย ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก จ๊าก!!

การคาดหวังกับความรัก.....


การคาดหวังกับความรัก.....

ไม่มีรักใดไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ..
ดังนั้น ..
เมื่อเรารักใคร . เราก็จะคาดหวังให้เขารักเราตอบในปริมาณที่เท่าๆกัน
โดยลืมไปว่า ..
ไม่มีเครื่องมือ หรือมิเตอร์ไหนที่จะมาวัดปริมาณความรักได้
ดังนั้น .. จะบอกว่ารักเราไม่เท่ากันก็คงไม่ได้

คนแต่ละคนก็เติบโตมาสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน
อุปนิสัย การดำเนินชีวิต ความอดทน ความกดดัน ต่างกัน
คำว่ารักของคนๆนึง
อาจไม่เท่ากับ .. คำว่ารักของอีกคนนึง

หรือพูดอีกอย่างนึงก็คือ
คำจำกัดความของคำว่ารักของคนเราล้วนต่างกัน

คนบางคน .. การได้เจอกันทุกวัน ได้คุยกันทุกวัน นั่นคือรัก
แต่คนบางคน การได้จับมือ เดินไปไหนมาไหนด้วยกันทุกๆที่ นั่นคือรัก
ในขณะที่คนบางคน .. มีแค่ความคิดถึง และความเชื่อใจกัน โดยที่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา นั่นคือรัก

เมื่อเราคาดหวัง .. แล้วมันไม่เป็นดังหวัง
ก็จะคิดไปเองว่า .. เขาไม่รัก
..
ซึ่งแท้จริงแล้ว .. อาจไม่ใช่
เขาอาจจะรัก แต่แสดงออกในแบบของเขาก็ได้

แต่ไม่ว่าจะรักแบบไหน
ล้วนเกิดจากพื้นฐานของความเข้าใจ เชื่อใจ และห่วงใย
ไม่อย่างนั้นคงเรียกว่ารักไม่ได้

เมื่อไหร่ที่ความเข้าใจกันหายไป
ก็จะพาลให้ความเชื่อใจ และห่วงใยหายไปด้วย
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ .. คือการหันหน้าคุยกัน ด้วยคำพูดดีๆ ปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง

สิ่งสำคัญก็คือ
อย่าพูดว่ารัก แต่ใจไม่รัก เพราะการกระทำสุดท้ายแล้วก็จะบ่งบอกว่าเราไม่รัก
และอย่าคิดว่าแค่การแสดงออกก็เพียงพอในการรักใครซักคน ไม่ต้องพูดอะไรก็จะเข้าใจ

เพราะจิตใจคนเรานั้นอ่อนแอ ...
คำพูด จะทำให้รู้สึกเชื่อมั่น ..
การกระทำ .. จิะทำให้รู้สึกเชื่อใจ

หากเมื่อไหร่ที่สิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง
หากการคุยกันดีๆแล้วไม่เป็นผล
มองหน้าเขาให้ดีๆ
แล้วถามใจตัวเองว่า..
คนๆนี้คือคนที่เรารักจริงๆมั้ย
ถ้าหากว่าคำตอบคือใช่ .. คำถามต่อไปก็คือ
เราทำใจ เข้าใจเขา และลดความคาดหวังลงได้มั้ย

แล้วคำตอบจะปรากฎขึ้นในใจของเราเอง
ที่เหลือก็คือ .. เราจะยอมรับมันได้หรือเปล่าก็เท่านั้น

..
.

ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครซักคน
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารักใครซักคนนั้น
การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
เพราะว่ารัก .. จึงอยากให้เขามีความสุขเมื่ออยู่ใกล้ๆเรา จึงอยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรๆให้มันดีขึ้น ...

แต่ว่า..
ความรัก .. กับความชอบนั้นต่างกัน
เมื่อฝ่ายหนึ่งรัก . แต่อีกฝ่ายหนึ่งชอบ
ความคาดหวังที่ไม่ตรงกันก็จะตามมา .. และความวุ่นวายต่างๆก็จะตามมา

ดังนั้น ..ก่อนที่จะพูดคำว่ารัก
ถามใจตัวเองให้ดี ว่ารักจริงๆ .. หรือแค่ชอบ..
ก่อนที่จะมีใครบางคนต้องเจ็บปวด .. ด้วยความรู้สึกครึ่งๆกลางๆของคุณเอง

นอกจากนี้..
คนเรา .. ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมข้อดี และข้อเสีย
เมื่อเรารักใคร .. หากว่ามองเห็นแต่ด้านที่ดีของเขาละก็
ให้บอกกับตัวเองได้เลยว่า

เรายังไม่รู้จักเขาดีพอ .....หรือไม่ก็ ..
เรากำลังตาบอดเพราะความรัก

จงจำไว้เลยว่า ..
การที่คนเราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างยืดยาวนั้น
ต้องชื่นชมในข้อดี และเข้าใจในข้อเสียของกันและกัน

ในเส้นทางของชีวิต
ถ้าแค่เราคนเดียว .. จะเดิน จะวิ่ง เร็วเท่าไหร่ ช้าเท่าไหร่ จะล้มยังไง ก็คงไม่เป็นไร
เพราะมีแค่เราคนเดียวที่เจ็บ

แต่เมื่อวันใด .. ที่เราตัดสินใจจะเดินร่วมทางกับใครซักคน
ก็เหมือนกับการเดินสามขา
จะก้าวยังไง เดินเร็วเท่าไหร่ ก็ต้องก้าวไปด้วยกัน
เมื่อล้ม .. ก็จะไม่ใช่เราคนเดียวที่เจ็บ
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปรับเปลี่ยนบางสิ่งเข้าหากัน
เพื่อหาจังหวะในการเดินที่พอดีของทั้งสองฝ่าย .. ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป
เพื่อจะได้เดินไปด้วยกันได้
ไม่ว่าจะเจออุปสรรคแบบไหนก็ตาม ...

บางครั้ง .. การเดินไปคนเดียว .. อาจมีความสุขกับอิสระของชีวิตที่เราเลือกเองได้
จะเดินไปไหนก็ได้ จะวิ่งก็ได้ เหนื่อยนักจะพักก็ได้
แต่คงจะดีกว่าไม่น้อย
ถ้ามีใครซักคนร่วมเดินคุยไปด้วยกันตามทางเดินชีวิตที่ยังไม่รู้จุดจบนี้
ร่วมหัวเราะไปด้วยกัน ช่วยเช็ดน้ำตาของกันและกัน
เสียงหัวเราะที่มีก็จะดังมากขึ้น...
น้ำตาที่ไหลมาก็จะเหือดแห้งเร็วขึ้น...

แล้วเราก็จะพบว่า
ชีวิตเรามีค่ามากขึ้น ..
เพราะตัวเราเองไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้อีกต่อไป .. Cr.Lovelike

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนมีจุดเปลี่ยน



ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนมีจุดเปลี่ยน

ความสำเร็จ"และปัญหา
มันจะแทรกอยู่ ทุกช่วงเวลา...ของชีวิต
ปัญหาจะดูใหญ่โต เมื่อใจเรา...อ่อนแอ
และเรา จะสูญเสียการมองโลก...ในแง่ดี
ช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจเป็น...จุดเปลี่ยน

จงมีสติในทุกเวลา
จงใช้ปัญญาเมื่อถึง...จุดเปลี่ยน